Weena's profile片思いの私...今日もあなたの幻想を見ました。PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    August 18

    I don't understand...

     
     
    ฉันไม่เข้าใจ และเมื่อยิ่งคิดก็ยิ่งไม่เข้าใจด้วย
     
    ว่าทำไมคนเราถึงรักกันได้
     
    ความรักมันเริ่มขึ้นจากตรงไหนกันแน่นะ?
     
    ถ้าไม่มีสิ่งที่เรียกว่า "ความร่วมกัน" แล้ว มันจะเกิดขึ้นมาได้อย่างไรกัน
     
    เพราะฉะนั้นสิ่งที่ตัวฉันเป็นมาทั้งหมด มันก็เป็นแค่การหลงทางในความทรงจำกับความฝันสินะ
     
    เพราะว่ามันไม่สามารถเรียกได้เลยว่าความรัก แม้แต่การสมมุติก็ยังเป็นไปไม่ได้เสียเลย
     
     
     
     
    ไม่รู้เหมือนกันว่ามันน่าเศร้ารึเปล่า ที่จนป่านนี้ตัวฉันก็ยังคงย่ำอยู่กับที่เดิม
     
    และไม่คิดจะเริ่มต้นด้วย
     
    เพราะว่ามันไร้ประโยชน์นะสิ ในเมื่อมันไม่มีความร่วมกันเลย...
     
     
    ด้วยเหตุนี้เอง แม้แต่บัดนี้ตัวฉันก็ยังคงไม่เข้าใจในความรัก
     
    และไม่เข้าใจแม้แต่หัวใจของตัวเองด้วย
     
    ...
    ..
    .
     
     
     
     
    March 11

    The day of sneezing

     
     
     
     
     
                 หลายคนคงจำได้ที่ว่ากันว่า
     
                 "จามหนึ่งครั้งมีคนกำลังพูดถึง"
     
                 "จามสองครั้งติดกันมีคนกำลังคิดถึง"
     
                 "จามสามครั้งติดกัน...คนที่เราแอบรักจะชอบเราตอบ"
     
                 ส่วนถ้าจามสี่ครั้งติดกัน...
     
                 อันนี้ก็หมายความว่า
     
                 .
                 ..
                 ...
                 ....
                 .....
                 ....
                 ...
                 ..
                 .
                
                 "เอ็งเป็นหวัดแล้วหล่ะ"
                 (=__=)^
     
     
     
     
     
                ป.ล. ไม่มีอะไรหรอก เอนทรี่นี้อัพตามประสาคนว่าง... ว่าแต่วันนี้เราจามไปทั้งหมดกี่ครั้งกันแน่เนี่ย?
     
                เพ้อเจ้อ เพ้อเจ้อ เพ้อเจ้อ เพ้อเจ้อแล้วก็เพ้อเจ้อ
     
               
     
     
     
    December 05

    "ยางลบ"

       
     
     
         เมื่อสัปดาห์ก่อน ชั้นทำยางลบหายอีกแล้ว
     
         แล้วก็ได้แต่คิดว่า ต้องซื้อใหม่อีกแล้วสิ...
     
         เพราะว่าชั้นชอบใช้ดินสอมากกว่าปากกา
     
         ปากกามันเขียนได้ชัดก็จริง...แต่ว่าพอเขียนลงไปแล้ว เวลาที่จะลบมันก็จะมีร่องรอยเหลืออยู่เสมอ
     
         ก็เหมือนกับความทรงจำที่ไม่ค่อยดีละมั๊ง
     
         มันไม่ค่อยดี จำไปก็รกสมอง แต่คนเราก็กลับจำได้แม่นยำซะเหลือเกิน
     
         ตรงกันข้าม...
     
         เวลาบันทึกด้วยดินสอ จะลบก็ง่ายไม่เหลือรอยเอาไว้
     
         เว้นเสียแต่ว่า...จะออกแรงเขียนหนักเกินไป เวลาลบก็อาจจะยังเหลือคราบอยู่...
     
         นอกจากนี้พอเวลาผ่านไป รอยเขียนจากดินสอก็จะจางลงไปตามกาลเวลาด้วย
     
         ถึงมันจะเป็นรอยที่เลือนราง แต่มันก็ดูสวยดี...
     
         .
         .
         .
        
         ชั้นเดินเข้าไปในสหกรณ์ของมหาลัย ก่อนที่จะตรงไปยังมุมขายเครื่องเขียนที่อยู่หลังแคชเชียร์ทันที
         โดยไม่มุ่งตรงไปยังที่ขายขนมดังเช่นปกติ
        
         'อ๊ะ! นั่นไงเจอแล้ว' ชั้นคิดในใจ พลางมองดูก้อนยางลบที่เรียงราย
     
         ยางลบก้อนที่หายไปชั้นซื้อยี่ห้อของสหกรณ์เพราะว่ามันราคา "ถูก" ดี
     
         มันเป็นยางลบราคา "ถูก" ที่เป็นได้แค่ยางลบในสายตาของชั้น
     
         ระหว่างที่ชั้นกำลังเลือกอยู่นั้น
     
         ชั้นก็เหลือบไปเห็นแผงยางลบที่วางอยู่ติดกัน
     
         "..."
     
         ไม่รอช้า ชั้นหยิบยางลบที่อยู่ในแผงนั้นหนึ่งก้อน ก่อนที่จะเดินไปจ่ายเงิน
     
     
     
     
     
     
     
     
         ในใจได้แต่หวังว่า...ยางลบก้อนนี้อาจจะทำให้รอยดินสอที่ออกแรงเขียนมากเกินไป
     
         "จางลงได้"
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
            ป.ล. ให้ทายว่าเป็นยี่ห้ออะไร
    October 27

    High School Memento

     
    ชั้นเป็นผู้หญิงที่ชอบลืมในเรื่องดีๆ
    และในขณะเดียวกัน...ก็เป็นคนช่างจดจำในเรื่องแย่ๆได้อย่างแม่นยำ
    หลังจากชีวิตในวัยมหาลัยเข้าสู่ปีที่สอง
     
    ความทรงจำของชีวิตม.ปลายที่แสนจะสนุกสนานก็เริ่มที่จะเลือนรางลงเรื่อยๆ
     
    ครั้งนี้ก็เลยจะมาเขียนบันทึกกันลืมนี้ขึ้น
     
    เพื่อที่ว่า...เมื่อเวลาผ่านไป ความทรงจำดีๆจะได้ไม่หายไปด้วย
     
    ม.๔/๒๒๙
           เริ่มแรกเลย คนแรกในสายที่มาทักเรา คือ "ฮูก" ตอนนั้นเป็นวันปฐมนิเทศที่เด็กเข้าใหม่ต้องมาทำกิจกรรมด้วยกัน ตอนนั้นเราเดินไปรอเค้าเรียกรวมเข้าหอประชุมที่ลานจามฯ แต่แล้วจู่ๆก็มีคนมาทักเราว่า "เธอๆเป็นเพื่อนของXXXรึเปล่า" เราก็เลยตอบไปว่า "อือ" และนั่นเองเป็นคนแรกในสายที่เรารู้จัก แต่น่าสงสารที่ "ฮูก" คงไม่อยู่ในความทรงจำของคนส่วนใหญ่ในสาย
     
           เรื่องต่อมาก็คือ "วันเปิดเทอม" วันแรกที่เปิดเทอมเป็นวันศุกร์เรียนแค่สามคาบ แม่มาส่งเราที่ประตูใหญ่ฝั่งถนนพญาไท แต่ว่าเราเรียนตึกสาม ห้อง๒๒๙ ซึ่งตอนนั้นเราก็ยังไม่รูเลยว่าห้องเรียนอยู่ตรงไหนของตึกสาม แต่ไงๆมันก็มีแค่สองชั้น แค่เดินหาคงไม่เสียเวลามากมาย เราก็เดินต้อยๆจากประตูใหญ่ซึ่งไกลจากตึกสามมาก จนในที่สุดก็เดินถึงตึก พอถึงตึกก็ไม่ลังเลเลย เดินขึ้นบันไดไปชั้นสองดีกว่า ห้องเรียนคงอยู่ชั้นสองแน่ๆ แต่ที่ไหนได้เดินจนทั่วชั้นก็ไม่มี ตอนที่จะเดินย้อนกลับลงบันไดเราก็เจอ "เบลล์" เนื่องจากพวกเสื้อขาวไร้พระเกี้ยวเหมือนกัน ก็เลยเดินหาห้องเรียนด้วยกัน ปรากฏว่าห้องเรียนเรามันอยู่ชั้นหนึ่ง ห้องริมสุดของตึกสามที่โคตรจะชายแดน ไม่น่าคิดว่าอยู่อาณาเขตเตรียมฯ เมื่อเดินเข้าห้องไป ที่นั่งที่เหลืออยู่ก็เหลือแค่ "หน้าสุด" กับ "หลังสุด" (เพราะว่ามาตอนเกือบเข้าแถวแล้ว) ในห้องดูคนเยอะมาก เพราะว่ามีพี่ห้องมาก่อกวนเตรียมรับน้องกันจนเต็ม ในที่สุดเราก็ตัดสินใจเลือกที่นั่งที่หน้าสุดหน้ากระดานแถวที่สองถัดจากหน้าต่าง เราเลือกนั่งฝั่งขวา ส่วนที่นั่งฝั่งซ้ายก็ยังว่างเอาไว้ เพราะว่าเรามาสอบคนเดียวในขณะที่คนส่วนใหญ่ก็จะเลือกที่นั่งกับเพื่อนโรงเรียนเดียวกัน รึคนที่เคยรู้จักกันตอนวันปฐมนิเทศแล้ว
           ซักพักเพลงโรงเรียนก็ขึ้น ก็เลยออกไปเข้าแถวกัน ตอนที่เข้าแถวนี่เองเลยได้คุยกับ "กลุ่มสามเห็ด" ซึ่งก็คือ อีท้อ น้องวิปและก็วิที่ตอนนั้นเรานึกว่าเป็นเพื่อนที่มาจากโรงเรียนเดียวกัน(ทรงผมเหมือนกันทั้งสามคนเลยหว่ะ ๕๕๕) ความประทับใจแรกคือ...อีท้อพูดมากเป็นต่อยหอย พูดมากจริงๆ ส่วนวิก็เรื่อยๆ แล้วไอน้องวิปก็เอาผ้าเช็ดหน้ามาประคบแก้มพร้อมกับทำหน้าเหมือนตูด(ตอนนั้นเลยคิดว่า ไอวิปหยิ่งแต่มารู้ทีหลังว่ามันปวดฟันเลยไม่ยิ้มแล้วก็ไม่ค่อยพูด) นึกๆแล้วที่ตอนเข้าแถวยืนอยู่ใกล้สามคนนี้ก็น่าจะเป็นเพราะว่า "ความสูง" ตอนที่ยืนเคารพธงชาติแล้วก็สวดมนต์นี่มันช่างยาวนานเหลือเกิน (จะว่าไปแล้วตั้งแต่เรียนอนุบาล เราไม่เคยสวดมนต์แบบพุทธมาก่อนเลย นี่เป็นครั้งแรกจริงๆ) ไหนจะร้องเพลงโรงเรียนอีก ช่วงที่สวดมนต์มั๊งก็เหลือบไปเห็น "ผึ้ง" ซึ่งทำหน้าดุมาก...จนกลัว แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไร พอเสร็จทุกคนก็เข้าห้องเรียนไป...
          ตอนที่เข้าห้องเรียน ก็เลยได้เจอหน้าค่าตาคนที่นั่งอยู่ละแวกเดียวกัน ข้างหลังเราคือ อีเรียมที่นั่งคู่กับบุ๋ม ส่วนที่นั่งด้านทางซ้ายเราก็ยังว่างอยู่ (จำไม่ได้ว่าใครนั่งแถวทางขวามือหว่ะ ใครจำได้ช่วยมาบอกที) ซักพัก...พวกที่มาสายไม่ทันเข้าแถวก็มาเข้าห้อง หนึ่งในนั้นก็คือ "เปา" คู่นั่งของเราเป็นเวลาสองปีนั่นเอง
         
          วันจันทร์ต่อมา เราเกือบมาโรงเรียนสาย จากนั้นมาเลยเลิกไปโรงเรียนกับอีเคน แล้วออกจากบ้านมาพร้อมกับป๊าแทน
     
          พอเริ่มมาโรงเรียนโดยที่ป๊ามาส่ง เลยเปลี่ยนมาเป็นลงที่ประตูหลังแทน แล้วก็จะมาถึงโรงเรียนประมาณหกโมงครึ่ง
     
          และนี่เองก็เลยเกิด "ธรรมเนียมอาหารเช้า"คนในห้องที่ชอบมาเช้าๆ ก็มีไอนุ่น วิป ญา มีมี่ มีน กวาง(จิ๊กะ) ฝน อีท้อ อีอ้าย(ด้วยรึเปล่า) แต่คนที่ไปกินข้าวเช้าที่โรงใหญ่ก็จะมีเรา มีมี่ ญา(เรอะ) วิป แล้วก็อีท้อ...(มั๊ง) แล้วก็มีนู๋ไข่(มุก)ด้วย จริงๆนุ่นก็กินมามั่งไม่กินมั่ง แต่จำได้ว่ามันชอบไปซื้ออะไรกินที่สาธิตฯ สรุปแล้วเราจะถึงโรงเรียนราวๆหกโมงครึ่ง หกโมงสี่สิบแล้วก็ยกโขยงไปกินข้าวกัน นั่งกินนั่งเม้าท์จนเพลงเข้าแถวขึ้นค่อยเดินกลับ...อย่างนี้ตลอดสามปีเต็ม
     
          ช่วงเดือนแรก เรารำคาญนุ่นมาก...มากๆ เพราะเสียงมันจะดังก้องไม่หยุดเวลาเรียนหนังสือ ๕๕๕
     
          ได้สัมผัสประสบการณ์แปลกใหม่ ไม่ต้องถอดรองเท้าเวลาไปโรงเรียน
     
          นอกจากนี้ เรียนๆอยู่ยังมี "นังปุ๊กกี้" หมาแม่ลูกอ่อนนมอึ๋มมาเดินโชว์ตัวทั่วห้องเรียน
     
          "ทัวร์โรงอาหาร...โรงใหญ่ โรงห้าห้า หรั่งแล้วก็หกสิบ"
     
          จุดเริ่มต้นของ "ข้าวเหนียวหมูและไก่ อักษรฯ"
     
          "ห้องน้ำสงครามโลก" ที่ตอนนี้กลายเป็นห้องวิทย์
     
          สีฟ้า เนื่องจากมีคนน้อย เด็กม.สี่ทั้งสองห้องเลยถูกเกณฑ์ขึ้นสแตนด์เต็มอัตรา
     
          เคยถูกพี่เชียร์กั๊กกระเป๋าเอาไว้ ไม่ให้หนีห้องเชียร์ ผลสุดท้ายก็คือ เดินกลับบ้านตัวเปล่า
     
          หน้าดำเพราะขึ้นสแตนด์วันเดียวไปสองเดือน ปากก็ลอก
     
          "หลีดสีฟ้า"
     
          อ.ฝนเทศน์จนแทบหมดเวลาห้าสิบนาทีเพราะว่าห้องเรียนโสโครก และทุกคนพร้อมใจไม่ทำเวร
     
     
          ม.๕/๗๒๕
     
          ข้างๆตึกแปด เดิมทีเป็นโรงหรั่ง แต่พอขึ้นม.ห้า เค้าก็ทุบโรงหรั่งทิ้งเพื่อสร้างตึกใหม่ ร้านอาหารในโรงหรั่งเลยต้องไปขายที่ "เต้นท์" หน้าตึก๕๕
     
          นั่งเรียนกับเปา แถวที่สองจากหน้าต่าง แถวที่สอง(รึสามหว่า)จากข้างหน้าด้านขวามือ แถวทางด้านขวาเป็นเอ๋ยนั่งคู่กับเมย์ ส่วนโต๊ะข้างหลังเราญานั่งคู่กับอีเรียม
     
          เรียนๆอยู่จะได้ยินเสียงก่อสร้าง แล้วก็ได้สบตากับคนงานอยู่เป็นประจำ
     
          ตึกแปดน่าจะเป็นตึกที่กันดารที่สุดในโรงเรียน
     
          มีเรียนเทนนิสตอนบ่ายโมง รึบ่ายสอง...หว่า สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ ครีมกันแดดกับหมวก
     
          เวลาเดินไปเรียนตึกอื่น ต้องเดินทะลุสนามฟุตบอล เพราะว่าติดตึกที่ก่อสร้างอยู่
     
          เดินกลับบ้านทางประตูเล็ก หลืบระหว่างตึกหรั่งและตึกห้าห้าไปขึ้นรถไฟฟ้า
     
          กินข้าวที่เต้นท์กับโรงห้าห้าเป็นส่วนใหญ่
     
          มีกฏห้ามหิ้วย่ามมาเรียนอย่างเดียว แต่เราก็หิ้วมาอย่างเดียวสองปีโดยที่ไม่ถูกจับได้ เพราะว่ามาเช้า ๕๕๕
     
          "วิ่งรอบสนามฟุตบอลร้อยรอบ" เพื่อส่งเสริมสุขภาพ
     
          "บันทึกรักการอ่าน"
     
          สีแสดร่วมกับตึกห้าห้า
     
          เซ็น สาขาสยามเซ็นเตอร์
     
          Enconcept บ่ายวันศุกร์เทอมสอง
     
     
          ม.๖/๑๕๕
     
          มะม่วง...
     
          นั่งคู่อีเช้งแถวสองจากหน้าต่าง แถวที่สามนับจากข้างหลัง ด้านขวามือ(อีกแล้ว) ด้านหลังเป็นไอซ์กับพอล หลังไอซ์กับพอลเป็นอีอ้าย แถวทางด้านขวามือ สามแถวหลังมีเตยคู่มีน โดนัทคู่อีท้อแล้วก็วิกับวิป...
     
          ตึกสองมีบันไดสองปีก ปีกนึงสำหรับขึ้นแล้วอีกปีกสำหรับลง...
     
          ตรงช่วงกลางของบันไดทั้งสองปีก จะมีกระจก(ไว้เพื่อ?)ที่ทุกคนเอาไว้ส่องเวลาแต่งตัว
     
          น้ำท่วมตลอดเวลาฝนตกหนัก
     
          สีเขียวร่วมกับตึกหกสิบ
     
          "แตกหัก"
     
          ทุนมงบุโชวที่เราบ้าซีรอกซ์ประวัติศาสตร์โลกมาอ่าน
     
          เลขคณิตกับวัลลภ
          
          ซามูไรคาเฟ่
     
          รักการอ่านแล้วก็ร้อยรอบเหมือนตอนม.ห้า
          
    เกร็ดรวมๆ ตึกเรียนตลอดสามปี เป็นตึกสองชั้นหมดเลย แล้วก็สิน-ยี่รุ่นที่สี่ ตอ.๖๖ เป็นรุ่นที่ใช้ครูสอนยุ่นเปลืองที่สุด รวมๆแล้วเจ็ดคนในสามปี
     
    ** คาดว่าอาจจะมาอัพต่อเรื่อยๆ **
     
         
    September 17

    今の望み...

     
     
     
    September 07

    It's time to stop...

     
     
     
    ...เวลาหมดลงแล้ว และตัวชั้นเองก็ควรที่จะหยุดอยู่แค่ตรงนี้
     
    เพราะว่ามันถึงทางตันแล้วหล่ะ...
     
    สิ่งที่ตัวชั้นสามารถทำได้ในตอนนี้ก็คือ
     
    เลิกหวัง....
     
     
     
    ลึกๆแล้วโอกาสอาจจะยังมี มันไม่ใช่ศูนย์ แต่ถึงกระนั้นความหวังมันก็แสนจะเลือนราง
     
    ชั้นมันขี้ขลาด จึงเลือกวิธีนี้
     
    เพื่อที่ตัวชั้นจะไม่เจ็บ
     
    เพื่อที่ชั้นจะได้ไม่ต้องเผชิญหน้ากับความจริง
     
    เพื่อที่จะไม่ถูกปฏิเสธ
     
     
     
    ถ้าจะพูดตามตรงแล้ว ชั้นรู้ดีว่า...
     
    ความรู้สึกนี้ไม่ใช่ความรัก ไม่ใช่ความหลง ไม่ใช่ความพิศวาส
     
    แต่มันเป็นแค่ "ความยึดติด" ต่างหาก
     
    ชั้นแค่ยึดติดกับความทรงจำเก่าๆ วันเวลาเก่าๆ ภาพของคุณในอดีต
     
    ที่ตัวชั้นเองสร้างขึ้นมาเพื่อหลอกให้ตัวเองเพ้อฝันไปวันๆ
     
    ในความเป็นจริงแล้ว...ชั้นไม่รู้อะไรเกี่ยวกับตัวคุณเลย แม้แต่นิด
     
    .
    ..
    ...
    ....
    .....
    ....
    ...
    ..
    .
     
    มันถึงเวลาที่ชั้นต้องเลิกหลอกตัวเองซะที
     
    แต่ทว่า
     
    วิธีนั้นมันคืออะไรหล่ะ?
     
     
     
    ต่อไป...
     
    ถ้าหากคุณยังไม่มีใคร ชั้นยังไม่มีใคร
     
    ซักวันหนึ่ง ตัวชั้นที่แสนจะขี้ขลาดอาจจะลุกขึ้นมาสู้ใหม่อีกครั้ง...ก็เป็นได้
     
    แต่เวลานี้ ชั้นคงได้แต่ต้องปล่อยมันไป...
     
     
     
     
     
     
     
     
     
    August 30

    Everlasting happiness...?

     
    สิ่งที่เรียกว่า "ความสุข" นั้นไร้ซึ่งความจีรัง
     
    สิ่งที่เคยคิดว่ามันจะเป็นนิรันดร์ ฉับพลันก็กลับหายไปกับกาลเวลา
     
    สุดท้ายแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่ก็เป็นแค่ "ความว่างเปล่า" เท่านั้น
    .
    ..
    ...
    ....
    .....
    ......
    กระนั้นแล้ว คนเราก็ยังหลงระเริงไปกับความสุขเหล่านั้นอย่างหัวปักหัวปำ
     
    แม้ว่าจะรู้ดีว่า...สิ่งนั้นมันจะไม่อยู่กับเราตลอดไป
     
    อย่างน้อยก็ขอให้ได้สัมผัสกับกลุ่มควันเหล่านั้นซักเพียงวินาที
     
    และแล้ว
     
    "ความสุข" ก็จะจางหายไป
     
    หลงเหลือไว้แค่เศษเสี้ยวของความทรงจำที่เมื่อเวลายิ่งผ่านไป
     
    ความทรงจำแสนสุขนั้นก็จะเลือนรางขึ้นเรื่อยๆ
     
    จนอาจไม่แน่ใจว่า "ความสุข" ที่อยู่ในความทรงจำของเรานั้น
     
    มันเกิดขึ้นจริงๆ รึว่ามันเป็นแค่จินตนาการของเราเพื่อทำให้ความหวังถูกเติมเต็มกันแน่
     
     
    ******************************************
     
    31 สิงหา 2007
     
     
              ณ ค่ำคืนของวันสุดท้ายของเดือนที่ร้อนที่สุดในรอบปี ตัวชั้นคนนี้ยังคงนอนไม่หลับ...
    สิ่งที่ชั้นกำลังทำอยู่ตอนนี้มันคืออะไรกันแน่ ไร้เป้าหมายแล้วก็ดูสับสนไปหมด ตัวชั้นที่เคยมีเป้าหมายชัดเจนในชีวิตมาตลอดยี่สิบปีกำลังประสบกับความลังเลใจ ในตอนนี้ชั้นไม่รู้ด้วยซ้ำว่าชั้นชอบทำอะไร สิ่งที่ชั้นเคยคิดว่าชั้นถนัด จริงๆแล้วมันเป็นอย่างนั้นจริงๆรึเปล่า รึว่าชั้นแค่เรียนมามากหรือว่ามานานกว่าคนอื่น ในตอนแรกๆชั้นก็เลยสามารถทำได้ดีกว่าคนอื่น สุดท้ายแล้ว...คนอื่นๆก็จะวิ่งตามมาทันอยู่ดี
              ปิดเทอมหน้าร้อนนี้ ชั้นตัดสินใจไม่กลับไทยก็เพราะว่า...ถ้ากลับไปชีวิตของชั้นก็จะยิ่งไร้เป้าหมาย มีแต่อยู่ไปวันๆเท่านั้น กิจกรรมอันแสนจะมีสาระที่ชั้นกำลังทำอยู่ตอนนี้ก็คือ งานพิเศษ...ที่ชั้นมันใจว่ามันทำให้ชีวิตชั้นมีสาระมากขึ้นมากกว่ากลับเมืองไทยแล้วอยู่ไปวันๆ แต่ว่า...ความคิดที่ว่า "นี่ชั้นกำลังทำอะไรอยู่" กลับผุดออกมาจากสมองเรื่อยๆ ชีวิตของชั้นกลายเป็นหุ่นยนต์ที่มีวงจรชีวิตเดิมๆ วนอยู่แค่บ้านและที่ทำงาน วนเวียนไปเรื่อยๆเช่นนี้...
              รึบางที...ตัวชั้นอาจจะเหงาเกินไป
              "ความสุข" ที่ชั้นเคยได้สัมผัส ตอนนี้ชั้นกลับไม่แน่ใจว่ามันเกิดขึ้นจริงๆ รึว่าชั้นแค่คิดไปเอง...
     
     
    Chiquitita
     
          
    July 23

    愚かな少女... Foolish

     
    ...วันนี้พอลองมานั่งนึกถึงวันเวลาที่ผ่านมา
     
    บางครั้งก็รู้สึกขำตัวเองจริงๆ ว่าทำไมถึงได้มีความคิดรึว่าทำอะไรที่มันงี่เง่าลงไปขนาดนั้น
     
    อย่างเช่น ตอนที่เปิดเทอมนี้มาใหม่ๆ แล้วเรียนญี่ปุ่นห้องที่เรียนอยู่ตอนนี้
     
    สัปดาห์แรกเป็นอะไรที่เครียดเอามาก มากซะจนยิ้มไม่ออกเลยทั้งวัน ถึงแม้ว่าจะพยายามยิ้มยังไง
     
    กังวลไปซะหมดว่า คนในห้องมีแต่คนเก่งๆ พูดก็เก่งกัน
     
    จำได้ว่าตอนที่สอบอ่านครั้งแรก ก็นั่งเปิดคันจิ หาความหมายของศัพท์ใหม่ร่วมๆ สี่ห้าชั่วโมง
     
    จนวันที่มีงานขายของที่คล้ายๆเทนกูไซ ก็ไปเดินเล่นกับหญิงอ้อ
     
    แต่ก็ไม่มีอารมณ์เดิน สุดท้ายหญิงอ้อก็ลากไปดูคอนเสิร์ตตรงเวฟ
     
    ตอนนั้นจู่ๆ น้ำตามันก็ไหลออกมาเอาดื้อๆ ก็เลยเผ่นกลับห้องมาก่อน
     
    พอกลับมาที่ห้องก็นั่งคุยกับที่บ้าน คุยไปได้แปปเดียวบ่อน้ำตาก็แตก
     
    ร้องไห้เรื่องเรียนทั้งๆ ที่ไม่ได้ร้องไห้มานานแสนนาน
     
    โฮไปได้ครึ่งชั่วโมง ก็ดีขึ้น...
     
    จากนั้นมาความชิวเลยมาโผล่อยู่ในสมองกลวงๆใบนี้แทนที่ความกังวลที่มีอยู่
     
    และความกังวลก็ไม่เคยโผล่กะโหลกกลับมาอีกเลย
     
    นึกแล้วก็โง่จริงๆ
     
    ...............
    ..............
    .............
    ............
    ...........
    ..........
    .........
    ........
    .......
    ......
    .....
    ....
    ...
    ..
    .
    ถึงลูกหมีที่เกิดวันนี้ ขอให้แกมีความสุข (แต่ชั้นจะไม่ขอให้แกผอมลงหรอกนะ)
     
    จากลูกหมูผู้น่ารัก
     
    July 07

    The Se7enth DaY of Seventh MoNTH and SeVenTH Year

     
     
    อย่า
    ลืม
     
    อธิษฐาน
    ต่อ
     
    ดวงดาว
    กันนะ
    !!!!!!!!!!!!!!!
     
     
    「君」ともう一度会えますように
    June 23

    Lullaby...& MidNiGhT Fairy Tale

     
     
    กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว
            
                              ณ เมืองชนบทที่แสนเงียบสงบ ที่ๆเต็มไปด้วยทุ่งดอกไม้สีเหลืองในหน้าร้อน
                              เมืองเล็กๆ ที่มีกลุ่มควันพวยพุ่งออกมาจากพื้นดิน ตลอดทั้งปี
                              
                              มีหญิงสาวคนหนึ่งที่มีผิวขาวราวกับหิมะแรกในฤดูหนาวอันแสนหนาวเหน็บ
                              เธอมีดวงตาดำขลับที่ราวกับจะดูดคนที่จ้องมองมันได้
                              เรือนผมยาวของเธอทีส่องประกายกับแสงอาทิตย์ในยามกลางวัน
                            
                              ผู้คนต่างเรียกขานเธอว่า "สโนไวท์แห่งเมืองบ่อน้ำพุร้อน"
     
                              อย่างไรก็ดี แม้ว่าจะมีผู้คนมากมายชื่นชมในความงามของเธอ
                              แต่ตัวเธอกลับไร้ซึ่งความสุข และเบื่อกับชีวิตในเมืองเล็กๆแห่งนี้เสียเหลือเกิน
     
                              ณ คืนหนึ่งในฤดูใบไม้ร่วง คืนที่ท้องฟ้าประดับประดาไปด้วยหมู่ดาว
                              หญิงสาวตัดสินใจออกเดินทางจากเมืองเล็กๆที่เธออยู่
                              เธอเดินทางผ่านป่า ข้ามสะพานเชือก ผ่านทุ่งดอกคอสมอส
                              จนกระทั่งมาสุดที่บ้านใหญ่แห่งหนึ่ง...
     
                              เมื่อหญิงสาวเปิดประตูเข้าไปในบ้านหลังนี้
                              เธอก็เจอกับห้องครัวใหญ่ที่มีโต๊ะกินข้าวอยู่กลางห้อง
                              ที่โต๊ะกินข้าวมีเก้าอี้อยู่เจ็ดตัว
                              
                              หลังจากสำรวจทั่วห้องครัวแล้ว เธอก็เดินไปยังทางเดินที่อยู่ติดกับห้องครัว
                              ที่ทางเดิน มีประตูเรียงรายอยู่เจ็ดบาน
                              ประตูแต่ละบาน มีสีเหมือนกับวันทั้งเจ็ด
                              แดง เหลือง ชมพู เขียว ส้ม ฟ้า และก็ม่วง...
     
                              ยังไม่ทันที่เธอจะได้เปิดประตูเหล่านั้น
                              หญิงสาวก็ได้ยินเสียงเปิดประตูดังมาจากห้องครัวใหญ่
     
                              .
                              ..
                              ...
                              หญิงสาวเดินกลับไปยังต้นเสียง
                              และแล้วเธอก็พบกับเด็กน้อยเจ็ดคน
                              ที่สวมเสื้อผ้าต่างกันเจ็ดสีเหมือนกับสีประตูทั้งเจ็ดของบ้านหลังนี้
     
                              "เธอเป็นใคร"
                              เด็กน้อยในชุดสีแดงถามขึ้น
                             
                              "ชั้นคือ สโนไวท์แห่งเมืองบ่อน้ำพุร้อน แล้วพวกเธอคือใคร"
                              หญิงสาวตอบ
                             
                              "พวกเราคือเทพแห่งวันทั้งเจ็ด...
                              ที่ผู้คนกล่าวขานกันว่า คนที่อาศัยอยู่กับเราแต่ละคนตามสีของวัน จะมีความสุขที่สุดในโลก"
                              เด็กน้อยในชุดสีเหลืองกล่าว
     
                              "ถ้าอย่างนั้น ขอชั้นอยู่กับพวกเธอได้มั้ย"
                              หญิงสาวเอ่ยปากถามขึ้น
     
                              "ได้เลย..."
                              เทพแห่งวันทั้งเจ็ดกล่าวด้วยความยินดี
     
                              จากนั้นเป็นต้นมา สโนไวท์แห่งเมืองบ่อน้ำพุร้อนก็ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับเทพแต่ละคนตามวันทั้งเจ็ดอย่างมีความสุข
                              วันอาทิตย์ เธอเล่นกับเด็กน้อยในชุดสีแดง
                              วันจันทร์ เธอร้องเพลงกับเด็กน้อยในชุดสีเหลือง
                              วันอังคาร เธอเก็บดอกไม้กับเด็กน้อยในชุดสีชมพู
                              วันพุธ เธอวาดภาพกับเด็กน้อยในชุดสีเขียว
                              วันพฤหัสบดี เธออบพายแอปเปิ้ลกับเด็กน้อยในชุดสีส้ม
                              วันศุกร์ เธอนอนกลางวันใต้ร่มไม้กับเด็กน้อยในชุดสีฟ้า
                              วันเสาร์ เธอแต่งกลอนกับเด็กน้อยในชุดสีม่วง
                              ทุกๆ วันกลายเป็นวันแสนสนุกของสโนไวท์
                              .
                              ..
                              ...
                              ....
                              .....
    แต่ทว่า
                              เมื่อเวลาผ่านไปนานเท่าใด
                              หญิงสาวก็เริ่มรู้สึกว่างเปล่ามากขึ้นเรื่อยๆ
                              เธอยังยิ้มแย้มเช่นเคยเวลาอยู่กับเทพแห่งวันทั้งเจ็ด
                              อย่างไรก็ดี ดวงตาของเธอกลับไร้ซึ่งความสุข
     
                              จิตใจของสโนไวท์อ่อนแอลงเรื่อยๆ
                              จนกระทั่งวันหนึ่ง หัวใจของเธอก็ถูกความมืดกลืนกิน
                              เธอถูกความฝันที่แสนมืดมิดครอบงำ จนไม่สามารถลืมตาตื่นในตอนเช้าได้
     
                              เทพแห่งวันทั้งเจ็ดพยายามปลุกเธอ
                              "สโนไวท์ตื่นเถอะ ชั้นจะเล่นกับเธอทุกวัน" เด็กน้อยในชุดสีแดงกล่าว
                              "สโนไวท์ตื่นเถอะ ชั้นจะร้องเพลงที่ไพเราะที่สุดในโลกให้เธอฟังทุกวัน" เด็กน้อยในชุดสีเหลืองกล่าว
                              "สโนไวท์ตื่นเถอะ ชั้นจะเก็บดอกไม้ที่สวยที่สุดในโลกมาให้เธอทุกวัน" เด็กน้อยในชุดสีชมพูกล่าว
                              "สโนไวท์ตื่นเถอะ ชั้นจะวาดภาพแสนสวยให้กับเธอทุกวัน" เด็กน้อยในชุดสีเขียวกล่าว
                              "สโนไวท์ตื่นเถอะ ชั้นจะทำขนมกับอาหารอร่อยๆ ให้กับเธอทุกวัน" เด็กน้อยในชุดสีส้มกล่าว
                              "สโนไวท์ตื่นเถอะ ชั้นจะพาเธอไปนอนกลางวันในที่ๆ วิวสวยๆ ทุกวัน" เด็กน้อยในชุดสีฟ้ากล่าว
                              "สโนไวท์ตื่นเถอะ ชั้นจะแต่งกลอนที่แสนไพเราะให้กับเธอทุกวัน" เด็กน้อยในชุดสีม่วงกล่าว
     
     
    อย่างไรก็ดี...
    หญิงสาวก็ไม่ลืมตาตื่นขึ้น
    จนในที่สุด เวลาก็ผ่านไปแล้วเจ็ดวัน...
     
                               มีชายหนุ่มขี่ม้าสีขาวผ่านมาทางบ้านที่เทพแห่งวันทั้งเจ็ดอาศัยอยู่
                               ชายหนุ่ม เหลือบไปเห็นสโนไวท์ที่นอนหลับใหลอยู่ในโลงแก้ว
                               ด้วยเหตุใดก็ไม่ทราบ ชายหนุ่มตัดสินใจเปิดโลงแก้วออก
                               ก่อนที่จะพูดอะไรบางอย่างกับสโนไวท์ จากนั้นชายหนุ่มก็ก้มลงจูมพิตเธอ
                               ชั่วพริบตาเดียว
     
                               หญิงสาวก็ลืมตาตื่นขึ้น
                               เทพแห่งวันทั้งเจ็ดดีใจมากที่ในที่สุดสโนไวท์ก็ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง
                             
                               ด้วยความสงสัยของบรรดาเทพแห่งวันทั้งเจ็ด
                               เด็กน้อยในชุดสีแดงซึ่งเป็นหัวหน้าของเทพแห่งวันทั้งเจ็ดจึงเอ่ยปากถามชายหนุ่มขึ้น
                               "ท่านทำอย่างไร สโนไวท์จึงได้ลืมตาตื่นขึ้นอย่างง่ายดาย
                               ทั้งๆ พวกเราพยายามเท่าไร สโนไวท์ก็ไม่ยอมตืนเสียที"
     
                               "ข้าเพียงแค่บอกสโนไวท์ว่า ข้าจะมอบสิ่งหนึ่งให้"
                               ชายหนุ่มตอบ
     
                               "แล้วสิ่งนั้นมันดีกว่าของที่พวกข้าจะให้แก่สโนไวท์ยังไงเหรอ"
                               เทพแห่งวันทั้งเจ็ดกล่าว
     
                               "ข้าก็ไม่รู้หรอกว่า มันดีกว่าหรือไม่"
                               "แล้วสิ่งนั้นมันคือะไรงั้นเหรอ"
                               เทพทั้งเจ็ดถามขึ้นอีกครั้งด้วยความอยากรู้
                               .
                               .
                               .
                               .
                               .
                               .
                               .
                               .
                               .
                               "...ความรัก"
     
     
     
     
    **********************************
     
    ป.ล. บทความข้างต้นนี้ผ่านการพิสูจน์อักษรโดยศลิษา ตั้งศิริเสถียรแล้ว
    June 15

    Cause human's untrustworthy

     
     
    ในวันที่หัวใจของชั้นเหี่ยวเฉาเช่นนี้
     
    ชั้นก็มักจะมีความคิดที่ว่า
     
    "ที่สุดแล้ว คนเราก็คิดถึงแต่ตัวเองก่อนทั้งนั้นแหละ"
     
    แน่นอนว่า มันก็รวมถึงตัวชั้นคนนี้ด้วย
     
    ชั้นไม่คิดจะโทษใครหรอกว่า เค้าคนนั้นเห็นแก่ตัว รึว่า เค้าคนนั้นแย่
     
    เพราะตัวชั้นเองก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งเช่นกัน
     
    ตัวชั้นก็อาจจะทำเรื่องไม่ดี หรือ เบียดเบียนคนอื่นโดยตั้งใจรึอาจจะไม่ตั้งใจเช่นกัน
     
     
     
    ...อาจเป็นเพราะหัวใจของชั้นหวังมากเกินไป
    แต่สิ่งที่คนรอบข้างปฏิบัติต่อชั้น มันไม่เหมือนกับสิ่งที่หัวใจของชั้นหวังเอาไว้
    ความเชื่อใจ แล้วก็ความไว้ใจของชั้นถูกกัดกร่อนลงเรื่อยๆ...
    .
    ..
    ...
     
    ชั้นกลายเป็นคนที่ใส่หน้ากากตลอดเวลา
    เสียงหัวเราะของชั้นก็ไม่ได้ออกมาจากหัวใจ
    รอยยิ้มของชั้นเป็นเพียงแค่การขยับมุมปากที่ไร้ซึ่งอารมณ์
    ดวงตาของชั้นได้แต่เหม่อมองไปอย่างไร้จุดหมาย
    หัวใจของชั้นกลายเป็นสิ่งที่ว่างเปล่า
     
    ...
    ..
    .
    ชั้นไม่ได้โกรธหรือว่าเสียใจชั้นเลยทำแบบนี้
    แต่เพราะว่า
     
    "ชั้นเหนื่อยเหลือเกิน..."
     
                            ผู้หญิงที่หัวใจปิดตาย
     
     
     
    June 09

    地震-Earthquake

     
    ชั้นเพิ่งมาเข้าใจ ที่ว่า
     
    ความกลัวของคนญี่ปุ่นที่มีอยู่สีอย่าง
     
    ซึ่งก็คือ ฟ้าผ่า ไฟไหม้ พ่อ แล้วก็แผ่นดินไหวเอาก็คราวนี้นี่เอง
     
    ที่เบปปุ เมืองเล็กๆที่ชั้นใช้ชีวิตอยู่มาร่วมแปดเดือน
     
    จู่ๆก็เกิดแผ่นดินไหวติดต่อกันมาตั้งแต่ กลางดึกของคืนวันพุธ
     
    ที่จริงแล้ว เมื่อเทอมที่แล้วก็เคยเกิดแผ่นดินไหวไปครั้งหนึ่ง...
     
    แต่สำหรับครั้งนี้นั้นมันไม่ใช่ มันเกิดมากกว่าสามสิบครั้งแล้วในสองวันนี้ ชั้นมั่นใจ
     
    และนี่เองที่เป็นต้นเหตุที่ทำให้ตัวชั้นกังวลไปหมด
     
    ตอนกลางคืนชั้นต้องใช้เวลานานกว่าปกติ กว่าที่จะข่มตาหลับได้
     
    ก่อนที่ร่างกายจะได้พักผ่อน สมองของชั้นก็เริ่มเพ้อเจ้อไปต่างๆนานา
     
     
    "ถ้ามันเกิดไหวแรงๆ ขึ้นมา ชั้นจะทำยังไงดี
     
    ถ้าเกิดสัญญาณเตือนภัยดังขึ้นในกลางดึก ชั้นจะทำอย่างไรดี
     
    ถ้าเกิดว่าชั้นไม่มีโอกาสได้กลับไปพบครอบครัวที่ชั้นรักอีก ชั้นจะทำอย่างไรดี"
     
     
    คนที่ไม่อยู่ในเหตุการณ์อาจจะคิดว่าชั้นขี้กลัวโดยไร้สาเหตุ
     
    แต่ยังไงก็ตาม สำหรับครั้งนี้ตัวชั้นรู้สึกกังวลแล้วก็กลัวจริงๆ
     
     
    ป.ล. ถึงคุณ
     
           ชั้นไม่ได้พบคุณในความฝันมาร่วมสองสัปดาห์แล้ว ไม่รู้ว่าจริงๆแล้วชั้นดีใจรึว่าเสียใจกันแน่ เวลาที่พบคุณในฝันนั้นตัวชั้นก็แสนจะดีใจ แต่พอลืมตาตื่นขึ้นมาเมื่อใด ตัวชั้นคนนี้ก็ได้แต่ต้องเผชิญกับความจริงที่ว่า การพบเจอกับคุณเป็นแค่ความฝันเท่านั้น มันไม่ต่างอะไรกับการหลอกตัวเองไปวันๆหรอก ตัวชั้นได้แต่นั่งสมเพชตัวเองในตอนเช้าที่ฝันถึงคุณว่า ชั้นคงเพ้อมากเกินไป ถึงได้เห็นคุณในฝันอีกแล้ว เพราะว่าชั้นรู้ดีว่าในความเป็นจริงแล้วมันไม่มีทางที่จะเป็นไปได้ เผลอๆคุณอาจจะลืมเรื่องของชั้น ลืมหน้ากลมๆแบนๆของผู้หญิงคนนี้ไปแล้วก็ได้...
     
          
     
           คนที่มีความฝันเป็นสีชมพู
     
    June 03

    I'm the one who addicted to sleeping

    เมื่อไรก็ไม่อาจรู้ได้
     
    ที่
     
    ตัวชั้นคนนี้
     
    กลายเป็นผู้ที่พิศวาสการนอน
     
    .
    ..
    ...
    .
    .
    .
    .
    ชั้นไม่ได้เฝ้ารอให้ถึงเวลากลางคืน
     
    แต่ชั้นได้แต่ภาวนา
     
    ให้ตอนเช้ายืดยาวออกไปเรื่อยๆ
     
    อยากให้ท้องฟ้ายังมืดอยู่
     
    ต่อไปอย่างไม่มีวันสุด
     
    ทั้งๆที่ตัวชั้นเองก็รู้อยู่แก่ใจว่า
     
    เวลาไม่เคยหยุดเดิน
     
    แล้วโลกก็ไม่เคยที่จะหยุดหมุน
     
    แม้ว่า
     
    ตัวคุณจะหยุดนิ่งอยู่ในความทรงจำของชั้น
     
    แต่ตัวชั้น ได้แต่ต้องเดินตามเวลาที่เดินไปเรื่อยๆ
     
    ยิ่งเวลาผ่านไปเท่าไหร่
     
    ความเป็นจริงมันก็ยิ่งดูห่างไกลออกไปเรื่อยๆ
     
    จนในที่สุด
     
    ก็คงกลายเป็นทางแยกที่ไม่มีวันกลับมาบรรจบกันได้อีก
     
    .
    .
    .
    ...
    ..
    .
    เพราะฉะนั้นตัวชั้นคนนี้ถึงได้พิศวาสการนอนเหลือเกิน
     
    ก็เพราะว่าเวลาที่นอนหลับ
     
    เป็นเวลาเดียว
     
    ที่ชั้นจะสามารถพบกับคุณได้
     
    ในความฝันสีชมพูอันนั้นนั่นเอง
     
     
    June 01

    Unnamed Feeling

     
     
    ชั้นยังคงผูกพันกับครอบครัว
     
    ชั้นยังคงคบหากับเพื่อนๆที่ชั้นรัก
     
    ชั้นยังคงหลงในเงาของตัวเธอ
     
    แต่ทว่า...
     
    ชั้นก็ยังคงรักตัวเอง
     

    ณ เวลาที่แสนว่างเปล่า ณ ที่ๆแสนไกลจากคุณ ชั้นไม่รู้ว่า...

    ความรู้สึกเวลาที่เกิดขึ้นเวลาที่นั่งมองรูปของคุณ

    นั่งอ่านข้อความที่คุณเขียน

    นั่งนึกถึงคำพูดที่คุณเคยพูดกับชั้น

    ชั้นไม่รู้เลยว่าสิ่งนั้นมันคืออะไร

     

     

     

    May 31

    My life is still in Monotone

     
     
    ทั้งๆที่ท้องฟ้าเป็นสีฟ้า
    ดอกทานตะวันเป็นสีเหลือง
    ดวงอาทิตย์เป็นสีแดง
    ปุยเมฆเป็นสีขาว
    .
    ..
    ...
    ..
    .
     
     
     
    แต่เพราะอะไร
    ภาพที่มองเห็นผ่านดวงตาคู่นี้
    ทำไมมันถึงมีแต่สีขาว แล้วก็สีดำ
     
    เสียงที่ได้ยินผ่านหูทั้งสองข้าง
    ถึงดูเหมือนๆ กันไปหมด
     
    .
    ..
    ...
    ..
    .
     
    ในบางครั้ง...ตัวชั้นคนนี้ก็อยากนอนหลับไปเรื่อยๆจัง
    เพราะว่า ในความฝันของชั้นเท่านั้นที่เราสามารถพบกันได้
    และก็เพราะในความฝันของชั้นมันมีสี
     
     
    "ความฝันของคนเรามันเป็นสีขาวดำ"
    นี่คือข้อสันนิษฐานที่ตัวชั้นเคยอ่านมา
     
     
    แต่ยังไง ชั้นก็ขอยืนยันว่า
    ความฝันของชั้นมันมีสี
    "สีที่ชั้นอยากให้มันปรากฏในความจริง"
     
    .
    ..
    ...
    ....
    .....
    ....
    ...
    ..
    .
     
    "..........คืนนี้ ชั้นก็จะรอเธอในความฝัน เพราะว่าความจริง..."
     
     
     
    คนที่มีความฝันเป็นสีชมพู