More servicesWindows Live
HomeHotmailSpacesOneCare
 
MSN
Sign in
 
 
Spaces home  片思いの私...今日もあなたの幻想を見ました。PhotosProfileFriendsMore Tools Explore the Spaces community

片思いの私...今日もあなたの幻想を見ました。

ตัวชั้นที่มีความฝันเป็นสีชมพู
No list items have been added yet.
View space
MINTs
View space
a h m :)
View space
คนดังลืมหลังควายclub
View space
peratham
View space
artite
View space
Poonjira SRISUPPACHAIYA
View space
Oil
View space
mimi

March 11

The day of sneezing

 
 
 
 
 
             หลายคนคงจำได้ที่ว่ากันว่า
 
             "จามหนึ่งครั้งมีคนกำลังพูดถึง"
 
             "จามสองครั้งติดกันมีคนกำลังคิดถึง"
 
             "จามสามครั้งติดกัน...คนที่เราแอบรักจะชอบเราตอบ"
 
             ส่วนถ้าจามสี่ครั้งติดกัน...
 
             อันนี้ก็หมายความว่า
 
             .
             ..
             ...
             ....
             .....
             ....
             ...
             ..
             .
            
             "เอ็งเป็นหวัดแล้วหล่ะ"
             (=__=)^
 
 
 
 
 
            ป.ล. ไม่มีอะไรหรอก เอนทรี่นี้อัพตามประสาคนว่าง... ว่าแต่วันนี้เราจามไปทั้งหมดกี่ครั้งกันแน่เนี่ย?
 
            เพ้อเจ้อ เพ้อเจ้อ เพ้อเจ้อ เพ้อเจ้อแล้วก็เพ้อเจ้อ
 
           
 
 
 
December 05

"ยางลบ"

   
 
 
     เมื่อสัปดาห์ก่อน ชั้นทำยางลบหายอีกแล้ว
 
     แล้วก็ได้แต่คิดว่า ต้องซื้อใหม่อีกแล้วสิ...
 
     เพราะว่าชั้นชอบใช้ดินสอมากกว่าปากกา
 
     ปากกามันเขียนได้ชัดก็จริง...แต่ว่าพอเขียนลงไปแล้ว เวลาที่จะลบมันก็จะมีร่องรอยเหลืออยู่เสมอ
 
     ก็เหมือนกับความทรงจำที่ไม่ค่อยดีละมั๊ง
 
     มันไม่ค่อยดี จำไปก็รกสมอง แต่คนเราก็กลับจำได้แม่นยำซะเหลือเกิน
 
     ตรงกันข้าม...
 
     เวลาบันทึกด้วยดินสอ จะลบก็ง่ายไม่เหลือรอยเอาไว้
 
     เว้นเสียแต่ว่า...จะออกแรงเขียนหนักเกินไป เวลาลบก็อาจจะยังเหลือคราบอยู่...
 
     นอกจากนี้พอเวลาผ่านไป รอยเขียนจากดินสอก็จะจางลงไปตามกาลเวลาด้วย
 
     ถึงมันจะเป็นรอยที่เลือนราง แต่มันก็ดูสวยดี...
 
     .
     .
     .
    
     ชั้นเดินเข้าไปในสหกรณ์ของมหาลัย ก่อนที่จะตรงไปยังมุมขายเครื่องเขียนที่อยู่หลังแคชเชียร์ทันที
     โดยไม่มุ่งตรงไปยังที่ขายขนมดังเช่นปกติ
    
     'อ๊ะ! นั่นไงเจอแล้ว' ชั้นคิดในใจ พลางมองดูก้อนยางลบที่เรียงราย
 
     ยางลบก้อนที่หายไปชั้นซื้อยี่ห้อของสหกรณ์เพราะว่ามันราคา "ถูก" ดี
 
     มันเป็นยางลบราคา "ถูก" ที่เป็นได้แค่ยางลบในสายตาของชั้น
 
     ระหว่างที่ชั้นกำลังเลือกอยู่นั้น
 
     ชั้นก็เหลือบไปเห็นแผงยางลบที่วางอยู่ติดกัน
 
     "..."
 
     ไม่รอช้า ชั้นหยิบยางลบที่อยู่ในแผงนั้นหนึ่งก้อน ก่อนที่จะเดินไปจ่ายเงิน
 
 
 
 
 
 
 
 
     ในใจได้แต่หวังว่า...ยางลบก้อนนี้อาจจะทำให้รอยดินสอที่ออกแรงเขียนมากเกินไป
 
     "จางลงได้"
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
        ป.ล. ให้ทายว่าเป็นยี่ห้ออะไร
October 27

High School Memento

 
ชั้นเป็นผู้หญิงที่ชอบลืมในเรื่องดีๆ
และในขณะเดียวกัน...ก็เป็นคนช่างจดจำในเรื่องแย่ๆได้อย่างแม่นยำ
หลังจากชีวิตในวัยมหาลัยเข้าสู่ปีที่สอง
 
ความทรงจำของชีวิตม.ปลายที่แสนจะสนุกสนานก็เริ่มที่จะเลือนรางลงเรื่อยๆ
 
ครั้งนี้ก็เลยจะมาเขียนบันทึกกันลืมนี้ขึ้น
 
เพื่อที่ว่า...เมื่อเวลาผ่านไป ความทรงจำดีๆจะได้ไม่หายไปด้วย
 
ม.๔/๒๒๙
       เริ่มแรกเลย คนแรกในสายที่มาทักเรา คือ "ฮูก" ตอนนั้นเป็นวันปฐมนิเทศที่เด็กเข้าใหม่ต้องมาทำกิจกรรมด้วยกัน ตอนนั้นเราเดินไปรอเค้าเรียกรวมเข้าหอประชุมที่ลานจามฯ แต่แล้วจู่ๆก็มีคนมาทักเราว่า "เธอๆเป็นเพื่อนของXXXรึเปล่า" เราก็เลยตอบไปว่า "อือ" และนั่นเองเป็นคนแรกในสายที่เรารู้จัก แต่น่าสงสารที่ "ฮูก" คงไม่อยู่ในความทรงจำของคนส่วนใหญ่ในสาย
 
       เรื่องต่อมาก็คือ "วันเปิดเทอม" วันแรกที่เปิดเทอมเป็นวันศุกร์เรียนแค่สามคาบ แม่มาส่งเราที่ประตูใหญ่ฝั่งถนนพญาไท แต่ว่าเราเรียนตึกสาม ห้อง๒๒๙ ซึ่งตอนนั้นเราก็ยังไม่รูเลยว่าห้องเรียนอยู่ตรงไหนของตึกสาม แต่ไงๆมันก็มีแค่สองชั้น แค่เดินหาคงไม่เสียเวลามากมาย เราก็เดินต้อยๆจากประตูใหญ่ซึ่งไกลจากตึกสามมาก จนในที่สุดก็เดินถึงตึก พอถึงตึกก็ไม่ลังเลเลย เดินขึ้นบันไดไปชั้นสองดีกว่า ห้องเรียนคงอยู่ชั้นสองแน่ๆ แต่ที่ไหนได้เดินจนทั่วชั้นก็ไม่มี ตอนที่จะเดินย้อนกลับลงบันไดเราก็เจอ "เบลล์" เนื่องจากพวกเสื้อขาวไร้พระเกี้ยวเหมือนกัน ก็เลยเดินหาห้องเรียนด้วยกัน ปรากฏว่าห้องเรียนเรามันอยู่ชั้นหนึ่ง ห้องริมสุดของตึกสามที่โคตรจะชายแดน ไม่น่าคิดว่าอยู่อาณาเขตเตรียมฯ เมื่อเดินเข้าห้องไป ที่นั่งที่เหลืออยู่ก็เหลือแค่ "หน้าสุด" กับ "หลังสุด" (เพราะว่ามาตอนเกือบเข้าแถวแล้ว) ในห้องดูคนเยอะมาก เพราะว่ามีพี่ห้องมาก่อกวนเตรียมรับน้องกันจนเต็ม ในที่สุดเราก็ตัดสินใจเลือกที่นั่งที่หน้าสุดหน้ากระดานแถวที่สองถัดจากหน้าต่าง เราเลือกนั่งฝั่งขวา ส่วนที่นั่งฝั่งซ้ายก็ยังว่างเอาไว้ เพราะว่าเรามาสอบคนเดียวในขณะที่คนส่วนใหญ่ก็จะเลือกที่นั่งกับเพื่อนโรงเรียนเดียวกัน รึคนที่เคยรู้จักกันตอนวันปฐมนิเทศแล้ว
       ซักพักเพลงโรงเรียนก็ขึ้น ก็เลยออกไปเข้าแถวกัน ตอนที่เข้าแถวนี่เองเลยได้คุยกับ "กลุ่มสามเห็ด" ซึ่งก็คือ อีท้อ น้องวิปและก็วิที่ตอนนั้นเรานึกว่าเป็นเพื่อนที่มาจากโรงเรียนเดียวกัน(ทรงผมเหมือนกันทั้งสามคนเลยหว่ะ ๕๕๕) ความประทับใจแรกคือ...อีท้อพูดมากเป็นต่อยหอย พูดมากจริงๆ ส่วนวิก็เรื่อยๆ แล้วไอน้องวิปก็เอาผ้าเช็ดหน้ามาประคบแก้มพร้อมกับทำหน้าเหมือนตูด(ตอนนั้นเลยคิดว่า ไอวิปหยิ่งแต่มารู้ทีหลังว่ามันปวดฟันเลยไม่ยิ้มแล้วก็ไม่ค่อยพูด) นึกๆแล้วที่ตอนเข้าแถวยืนอยู่ใกล้สามคนนี้ก็น่าจะเป็นเพราะว่า "ความสูง" ตอนที่ยืนเคารพธงชาติแล้วก็สวดมนต์นี่มันช่างยาวนานเหลือเกิน (จะว่าไปแล้วตั้งแต่เรียนอนุบาล เราไม่เคยสวดมนต์แบบพุทธมาก่อนเลย นี่เป็นครั้งแรกจริงๆ) ไหนจะร้องเพลงโรงเรียนอีก ช่วงที่สวดมนต์มั๊งก็เหลือบไปเห็น "ผึ้ง" ซึ่งทำหน้าดุมาก...จนกลัว แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไร พอเสร็จทุกคนก็เข้าห้องเรียนไป...
      ตอนที่เข้าห้องเรียน ก็เลยได้เจอหน้าค่าตาคนที่นั่งอยู่ละแวกเดียวกัน ข้างหลังเราคือ อีเรียมที่นั่งคู่กับบุ๋ม ส่วนที่นั่งด้านทางซ้ายเราก็ยังว่างอยู่ (จำไม่ได้ว่าใครนั่งแถวทางขวามือหว่ะ ใครจำได้ช่วยมาบอกที) ซักพัก...พวกที่มาสายไม่ทันเข้าแถวก็มาเข้าห้อง หนึ่งในนั้นก็คือ "เปา" คู่นั่งของเราเป็นเวลาสองปีนั่นเอง
     
      วันจันทร์ต่อมา เราเกือบมาโรงเรียนสาย จากนั้นมาเลยเลิกไปโรงเรียนกับอีเคน แล้วออกจากบ้านมาพร้อมกับป๊าแทน
 
      พอเริ่มมาโรงเรียนโดยที่ป๊ามาส่ง เลยเปลี่ยนมาเป็นลงที่ประตูหลังแทน แล้วก็จะมาถึงโรงเรียนประมาณหกโมงครึ่ง
 
      และนี่เองก็เลยเกิด "ธรรมเนียมอาหารเช้า"คนในห้องที่ชอบมาเช้าๆ ก็มีไอนุ่น วิป ญา มีมี่ มีน กวาง(จิ๊กะ) ฝน อีท้อ อีอ้าย(ด้วยรึเปล่า) แต่คนที่ไปกินข้าวเช้าที่โรงใหญ่ก็จะมีเรา มีมี่ ญา(เรอะ) วิป แล้วก็อีท้อ...(มั๊ง) แล้วก็มีนู๋ไข่(มุก)ด้วย จริงๆนุ่นก็กินมามั่งไม่กินมั่ง แต่จำได้ว่ามันชอบไปซื้ออะไรกินที่สาธิตฯ สรุปแล้วเราจะถึงโรงเรียนราวๆหกโมงครึ่ง หกโมงสี่สิบแล้วก็ยกโขยงไปกินข้าวกัน นั่งกินนั่งเม้าท์จนเพลงเข้าแถวขึ้นค่อยเดินกลับ...อย่างนี้ตลอดสามปีเต็ม
 
      ช่วงเดือนแรก เรารำคาญนุ่นมาก...มากๆ เพราะเสียงมันจะดังก้องไม่หยุดเวลาเรียนหนังสือ ๕๕๕
 
      ได้สัมผัสประสบการณ์แปลกใหม่ ไม่ต้องถอดรองเท้าเวลาไปโรงเรียน
 
      นอกจากนี้ เรียนๆอยู่ยังมี "นังปุ๊กกี้" หมาแม่ลูกอ่อนนมอึ๋มมาเดินโชว์ตัวทั่วห้องเรียน
 
      "ทัวร์โรงอาหาร...โรงใหญ่ โรงห้าห้า หรั่งแล้วก็หกสิบ"
 
      จุดเริ่มต้นของ "ข้าวเหนียวหมูและไก่ อักษรฯ"
 
      "ห้องน้ำสงครามโลก" ที่ตอนนี้กลายเป็นห้องวิทย์
 
      สีฟ้า เนื่องจากมีคนน้อย เด็กม.สี่ทั้งสองห้องเลยถูกเกณฑ์ขึ้นสแตนด์เต็มอัตรา
 
      เคยถูกพี่เชียร์กั๊กกระเป๋าเอาไว้ ไม่ให้หนีห้องเชียร์ ผลสุดท้ายก็คือ เดินกลับบ้านตัวเปล่า
 
      หน้าดำเพราะขึ้นสแตนด์วันเดียวไปสองเดือน ปากก็ลอก
 
      "หลีดสีฟ้า"
 
      อ.ฝนเทศน์จนแทบหมดเวลาห้าสิบนาทีเพราะว่าห้องเรียนโสโครก และทุกคนพร้อมใจไม่ทำเวร
 
 
      ม.๕/๗๒๕
 
      ข้างๆตึกแปด เดิมทีเป็นโรงหรั่ง แต่พอขึ้นม.ห้า เค้าก็ทุบโรงหรั่งทิ้งเพื่อสร้างตึกใหม่ ร้านอาหารในโรงหรั่งเลยต้องไปขายที่ "เต้นท์" หน้าตึก๕๕
 
      นั่งเรียนกับเปา แถวที่สองจากหน้าต่าง แถวที่สอง(รึสามหว่า)จากข้างหน้าด้านขวามือ แถวทางด้านขวาเป็นเอ๋ยนั่งคู่กับเมย์ ส่วนโต๊ะข้างหลังเราญานั่งคู่กับอีเรียม
 
      เรียนๆอยู่จะได้ยินเสียงก่อสร้าง แล้วก็ได้สบตากับคนงานอยู่เป็นประจำ
 
      ตึกแปดน่าจะเป็นตึกที่กันดารที่สุดในโรงเรียน
 
      มีเรียนเทนนิสตอนบ่ายโมง รึบ่ายสอง...หว่า สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ ครีมกันแดดกับหมวก
 
      เวลาเดินไปเรียนตึกอื่น ต้องเดินทะลุสนามฟุตบอล เพราะว่าติดตึกที่ก่อสร้างอยู่
 
      เดินกลับบ้านทางประตูเล็ก หลืบระหว่างตึกหรั่งและตึกห้าห้าไปขึ้นรถไฟฟ้า
 
      กินข้าวที่เต้นท์กับโรงห้าห้าเป็นส่วนใหญ่
 
      มีกฏห้ามหิ้วย่ามมาเรียนอย่างเดียว แต่เราก็หิ้วมาอย่างเดียวสองปีโดยที่ไม่ถูกจับได้ เพราะว่ามาเช้า ๕๕๕
 
      "วิ่งรอบสนามฟุตบอลร้อยรอบ" เพื่อส่งเสริมสุขภาพ
 
      "บันทึกรักการอ่าน"
 
      สีแสดร่วมกับตึกห้าห้า
 
      เซ็น สาขาสยามเซ็นเตอร์
 
      Enconcept บ่ายวันศุกร์เทอมสอง
 
 
      ม.๖/๑๕๕
 
      มะม่วง...
 
      นั่งคู่อีเช้งแถวสองจากหน้าต่าง แถวที่สามนับจากข้างหลัง ด้านขวามือ(อีกแล้ว) ด้านหลังเป็นไอซ์กับพอล หลังไอซ์กับพอลเป็นอีอ้าย แถวทางด้านขวามือ สามแถวหลังมีเตยคู่มีน โดนัทคู่อีท้อแล้วก็วิกับวิป...
 
      ตึกสองมีบันไดสองปีก ปีกนึงสำหรับขึ้นแล้วอีกปีกสำหรับลง...
 
      ตรงช่วงกลางของบันไดทั้งสองปีก จะมีกระจก(ไว้เพื่อ?)ที่ทุกคนเอาไว้ส่องเวลาแต่งตัว
 
      น้ำท่วมตลอดเวลาฝนตกหนัก
 
      สีเขียวร่วมกับตึกหกสิบ
 
      "แตกหัก"
 
      ทุนมงบุโชวที่เราบ้าซีรอกซ์ประวัติศาสตร์โลกมาอ่าน
 
      เลขคณิตกับวัลลภ
      
      ซามูไรคาเฟ่
 
      รักการอ่านแล้วก็ร้อยรอบเหมือนตอนม.ห้า
      
เกร็ดรวมๆ ตึกเรียนตลอดสามปี เป็นตึกสองชั้นหมดเลย แล้วก็สิน-ยี่รุ่นที่สี่ ตอ.๖๖ เป็นรุ่นที่ใช้ครูสอนยุ่นเปลืองที่สุด รวมๆแล้วเจ็ดคนในสามปี
 
** คาดว่าอาจจะมาอัพต่อเรื่อยๆ **
 
     
September 17

今の望み...

 
 
 
September 07

It's time to stop...

 
 
 
...เวลาหมดลงแล้ว และตัวชั้นเองก็ควรที่จะหยุดอยู่แค่ตรงนี้
 
เพราะว่ามันถึงทางตันแล้วหล่ะ...
 
สิ่งที่ตัวชั้นสามารถทำได้ในตอนนี้ก็คือ
 
เลิกหวัง....
 
 
 
ลึกๆแล้วโอกาสอาจจะยังมี มันไม่ใช่ศูนย์ แต่ถึงกระนั้นความหวังมันก็แสนจะเลือนราง
 
ชั้นมันขี้ขลาด จึงเลือกวิธีนี้
 
เพื่อที่ตัวชั้นจะไม่เจ็บ
 
เพื่อที่ชั้นจะได้ไม่ต้องเผชิญหน้ากับความจริง
 
เพื่อที่จะไม่ถูกปฏิเสธ
 
 
 
ถ้าจะพูดตามตรงแล้ว ชั้นรู้ดีว่า...
 
ความรู้สึกนี้ไม่ใช่ความรัก ไม่ใช่ความหลง ไม่ใช่ความพิศวาส
 
แต่มันเป็นแค่ "ความยึดติด" ต่างหาก
 
ชั้นแค่ยึดติดกับความทรงจำเก่าๆ วันเวลาเก่าๆ ภาพของคุณในอดีต
 
ที่ตัวชั้นเองสร้างขึ้นมาเพื่อหลอกให้ตัวเองเพ้อฝันไปวันๆ
 
ในความเป็นจริงแล้ว...ชั้นไม่รู้อะไรเกี่ยวกับตัวคุณเลย แม้แต่นิด
 
.
..
...
....
.....
....
...
..
.
 
มันถึงเวลาที่ชั้นต้องเลิกหลอกตัวเองซะที
 
แต่ทว่า
 
วิธีนั้นมันคืออะไรหล่ะ?
 
 
 
ต่อไป...
 
ถ้าหากคุณยังไม่มีใคร ชั้นยังไม่มีใคร
 
ซักวันหนึ่ง ตัวชั้นที่แสนจะขี้ขลาดอาจจะลุกขึ้นมาสู้ใหม่อีกครั้ง...ก็เป็นได้
 
แต่เวลานี้ ชั้นคงได้แต่ต้องปล่อยมันไป...
 
 
 
 
 
 
 
 
 
View more entries